ยินดีต้อนรับครับ

ยินดีต้อนรับครับ

ทักทาย

ผมลองจัดระเบียบบล็อกใหม่ดูนะ ครับ

โดยแบ่ง Group Blog ออกตามประเภทของหนังและนิยายนะครับ
เพราะคิดว่าหลายคนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบ ดูหนังทุกประเภท

เช่น บางคนชอบดูหนัง Romantic แต่ไม่ชอบดูหนังสยองขวัญเลย เพราะไม่ชอบ น่ากลัว

บางคนก็ชอบดูหนัง สยองขวัญเป็นชีวิตจิตใจ หนังชีวิตน่าเบื่อมาก ไม่ชอบดู

ผมเลยแบ่ง หมวดหมู่เป็นประเภทของหนัง (แต่ตอนนี้แต่ละหมวดยังน้อยอยู่) เผื่อว่าใครผ่านเข้ามาในบล็อกแล้วอยากจะอ่านรีวิวเก่า ๆ จะได้เลือกได้ตามประเภทของหนังตามที่ชอบได้

ที่แบ่งตั้งแต่ตอนนี้ แม้หนังที่เขียนยังไม่เยอะ เพราะคิดว่าต่อไปเกิดเยอะมาแบ่งที่หลังจะยิ่งเสียเวลาน่ะครับ

บางเรื่องก็แบ่งยากเหมือนกัน มันคาบเกี่ยวกัน แต่ผมจะพยายามยึดอารมณ์ของหนังเป็นหลักน่ะครับ

อ้อ แล้วก็ในบล็อกผมตั้งใจจะขึ้นคำเตือนในทุกบล็อกว่าตรงไหนคุยแบบไม่สปอยล์ ตรงไหนคุยแบบสปอยล์ เวลาใครมาอ่านจะได้อ่านแบบสบายใจได้ไม่ต้องกลัวถูกสปอยล์นะครับ

ถ้าใครแวะมาแล้วไม่รู้จะคอมเมนต์ อะไร ก็ฝากข้อความทิ้งไว้ที่ Shout Box ด้านข้างได้นะครับ


ขอบคุณ ทุกท่านที่แวะเวียนมาอ่านนะครับ ผมก็จะแวะเวียนไปหาท่านด้วยเช่นกัน ตามโอกาสและเวลา

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Who are you....ใคร....ในห้อง ไม่รู้สนุกกว่ารู้นะ


ส่วนแรกจะเป็นรีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่องนะครับ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี่้
แล้วเดี๋ยวส่วนหลังจะเป็นการคุยแบบสปอยล์ละเอียดยิบ ถ้าดูแล้วก็มาคุยกัน

นับแต่ยุคที่ Sixth Sense สร้างปรากฏการณ์หนังหักมุม หลอกคนดู และหนังทำรายได้ถล่มทลาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่คนดูกลับเข้าไปดูหนังกันใหม่เพื่อจะเก็บรายละเอียดที่มองข้ามไป ซึ่งสำหรับ Sixth Sense นั้นหนังทำออกมาได้ดีเยี่ยมทั้งในด้านเนื้อหา บรรยากาศ การแสดง และทั้งในอารมณ์ของดราม่า และสยองขวัญ และก็หักมุมได้เนียนตา

ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นเรื่องท้าทายของผู้สร้างหนัง ทั้งโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ หรือผู้เขียนบท ที่พยายามหาเนื้อหา เรื่องราว หรือวิธีการเล่าเรื่อง ที่จะทำให้หนังออกมาหักมุมได้สาแก่ใจคอหนังประเภทนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังอารมรมณ์ Thriller , Suspense หรือ Horror



Who are you ใคร...ในห้อง เป็นโปรเจกต์ความพยายามเรื่องล่าสุด ที่มีหน้าหนังที่น่าสนใจ และดึงดูดคอหนังประเภทนี้อย่างมาก

อาการแยกตัวออกจากสังคม ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เล่นเกมส์ ดูหนัง ไม่สังสรรค์กับใคร หรือที่เรียกว่า "ฮิคิโคโมริ" ถ้าเอามาขยายความแล้วสร้างเป็นหนังลึกลับ คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่านี้อีกแล้ว

และคำถามว่า "แน่ใจหรือว่าหลังประตูยังคือคนที่คุณคิด?" ที่ใช้เป็นคำโปรยบนโปสเตอร์ ยิ่งทำให้หนังมีบรรยากาศที่น่าสงสัย

แต่น่าเสียดายที่ส่วนที่ยากที่สุดของหนังประเภทนี้คือ การคิดตอนจบให้หักมุม หรือหักหลังคนดู แล้วทำให้คนดูอุทานออกมาได้ว่า "เฮ้ย....สุดยอดดดดด" ไม่ใช่ "เฮ้ย...อะไรว่ะ เล่นยังงี้เลยเหรอ" คือให้อารมณ์ ทึ่ง ไม่ใช่ เหวอ

แล้วยังกองทัพหนังหักมุมที่ทยอยออกกันมาทั่วทั้งโลกนั้น ยังเป็นภาระหนักแก่คนเขียนบทที่ต้องสรรหาตอนจบให้สร้างสรรค์ ไม่ซ้ำซากกับหนังเรื่องอื่น...ซึ่งมันจะเหลืออีกซักเท่าไหร่เชียว

ข่าวดีคือหนังเรื่องนี้หามุกใหม่มาเล่นได้ ข่าวร้ายคือ เหวอ

Who are you ใคร...ในห้อง กำกับโดยผู้กำกับภาคภูมิ วงษ์จินดา ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานเดียวกับเรื่องฟอมาลีแมน , รับน้องสยองขวัญ และ วิดีโอคลิป ซึ่งเห็นได้อย่างหนึ่งว่า คุณภาคภูมิมักหยิบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมาสร้างเป็นหนัง เช่น การรับน้อง และวิดีโอคลิป เป็นต้น

หนังเล่าเรื่องของนิดา (สินจัย เปล่งพานิช) แม่ค้าขายหนังโป๊ ที่อาศัยอยู่กับลูกชายชื่อ ต้น แม้เธอจะอยู่กันเพียงแค่สองคนแม่ลูก แต่เธอกลับไม่ได้เจอหน้าของลูกชายมานานแล้ว เพราะต้น มีอาการของ "ฮิคิโคโมริ" เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เล่นแต่เกมส์ ไม่ออกมาข้างนอกนานถึง 5 ปีแล้ว

การติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้เป็นแม่กับลูกชายนั้น มีเพียงแค่กระดาษที่สอดผ่านใต้ประตูเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอแน่ใจว่าลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่



แต่เมื่อโดม (สตาร์บัคส์-พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล) ครีเอทีฟรายการหนุ่ม ที่เป็นลูกค้าขาประจำของนิดา เริ่มสนใจในเรื่องนี้ และคิดว่าจะเอาเรื่องของต้นไปทำเป็นสกู๊ปรายการ ทำให้เิกิดเรื่องที่คาดคิดขึ้น

ป่าน (ตาล กัญญา รัตนเพชร์) หญิงสาวที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพราะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง ซึ่งอาศัยอยู่บ้านตรงข้าม ได้เห็นความเป็นไปของห้องต้นผ่านหน้าต่างห้องของตัวเอง




ความสงสัยของโดม และการเข้ามาพัวพันโดยบังเอิญของป่าน นอกจากนั้นยังมีโอ๊ต มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีงานอดิเรกคือการย่องเบาบ้านคนละแวกนั้น ทำให้เรื่องราวขมวดปมจนพาไปถึงบทสรุปของคำถามเดียวกับชื่อหนังคือ ใคร (กันแน่ที่อยู่) ในห้อง

หนังมีองค์ประกอบที่ดีในการสร้างเรื่องราวชวนสงสัยและได้นักแสดงมีฝีมืออย่างคุณสินจัยมาร่วมแสดง อีกทั้งนักแสดงหน้าใหม่อย่างสตาร์บัคส์ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี

แต่น่าเสียดายที่การกำกับการแสดง ทำให้คุณสินจัยแสดงในหนังเรื่องนี้บางตอนออกมามากเกินไป แสดงอารมณ์มากเกินไปหน่อย หรือที่เรียกว่าโอเวอร์แอคติ้ง

ฉากบางฉากหนังต้องการจะทำให้คุณสินจัยแสดงออกมาให้น่าสงสัยว่าใครกันแน่ที่อยู่ในห้อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นก็ได้ มันทำให้หนังลดความมีระดับลง



ส่วนคุณสตาร์บัคส์ก็น่าเสียดายที่หนังให้เขามีบทน้อยไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่ถ้าให้เขาอยู่บนจอนานกว่านี้ หนังจะสนุกมากขึ้น ถ้าให้เขาเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก ที่ทำให้เรื่องราวขมวดปมไปจนถึงตอนเฉลยตอนสุดท้าย เรื่องคงจะมีความหลากหลายมากกว่านี้

และผมคิดว่าการแสดงในบทสำคัญของเรื่องเป็นเรื่องแรกของเขานั้น ทำได้ดีทีเดียว แสดงได้มีสีสันและเป็นธรรมชาติในแบบของเขา อารมณ์เหมือนดูคุณเรย์แสดงเป็นตัวของเขาเองในหนังที่เขาเล่นนั่นแหละ

น่าจะแจ้งเกิดจากเรื่องนี้ได้ไม่ยาก



ส่วนคุณตาลนั้น นอกจากการแสดงอาการคนเป็นโรคภูมิแพ้ที่ไม่สมจริงแล้วนั้นที่เหลือก็ไม่มีอะไรเลวร้ายแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังมีพลังมากขึ้นแต่อย่างใด

สำหรับในส่วนของหนังตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงท้ายเรื่องก่อนเฉลยนั้นหนังทำบรรยากาศออกมาได้ดี จะเห็นได้ว่าผู้กำกับมีพัฒนาการในการกำกับจังหวะของหนังมากขึ้น ไม่เชื่อลองเอาสองเรื่องก่อนหน้านั้นของผู้กำกับมาเปิดดูควบไปด้วยซิ

หนังยังมีจุดที่ละเลยความน่าเชื่อถือไป อย่างตอนเรื่องราวของโดม และตอนท้ายที่ตัวละครหนึ่งที่อยู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีที่มาว่า ทำไมอยู่ ๆ ถึงโผล่มา



และมีตัวละครที่ใส่เข้ามาในเรื่องแล้วไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์อย่างโปรดิวเซอร์ของโดมนั้น ก็น่าเสียดายที่น่าจะนำมาใช้สร้างเรื่องราวและมีส่วนร่วมในหนังได้มากกว่านี้

ฉากแฟลชแบ็คของเรื่องราวของต้น ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ และยังทำให้คนดูไขว้เขวอย่างไม่เกิดประโยชน์กับตัวหนังแต่อย่างใด

แต่ข้อเสียใหญ่สุดของหนังก็คือตอนจบนี่แหละ ที่ทำให้คนดูส่วนใหญ่รับไม่ได้ นอกจากนั้นแล้วจังหวะในการจบยังดูกระโดดอยู่ ไม่ราบรื่นและทวีความตื่นเต้นได้มากพอ

ให้ลองดูตัวอย่างจากเรื่อง The Other และเรื่อง The Tale of Two Sisters หรือตู้ซ่อนผี เป็นตัวอย่างที่ดีได้ ทั้งสองเรื่องตอนก่อนที่จะเฉลย เราได้ดูและรู้แล้วว่าหนังมีความน่าสงสัยตลอดทั้งเรื่อง และเราจะได้รู้อะไรบางอย่างในตอนจบ แล้วพอตอนจบมาถึง จังหวะการเฉลยและการเร่งบรรยากาศไคลแมกซ์ทำให้เราตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมได้ดี


ตรงนี้สปอยล์ละเอียดยิบ ใครยังไม่ได้ดูอย่าเพิ่งอ่านนะครับ





เห็นหลายคนดูหนังเรื่องนี้แล้วงง บางคนตีความไปได้แตกต่างกัน บ้างก็ว่าเป็นผี บ้างก็ว่าเป็นโรคจิต บ้างก็ว่าจินตนาการไปเอง

อันนี้ตามที่ผมเข้าใจ (ไม่ขอฟันธงว่าความคิดผมถูกหรือไม่นะครับ)

ต้องเข้าใจก่อนว่าหนังเรื่องนี้ เข้าใจว่าผู้กำกับมีเจตนาว่าจะฉีกตอนจบให้ไม่ซ้ำกับเรื่องอื่น

ที่ผ่านมาก็มักจะมีจบแบบบอกว่าเป็นผี หรือคิดไปเอง หรือเป็นโรคจิตเภท เรื่องนี้เหมือนจะพยายามคิดให้ฉีกนอกกรอบของเรื่องเดิม ๆ โดยดึงเอาเรื่องพลังแห่งความเชื่อ ความเชื่อที่ไม่มีข้อสงสัย ความเชื่อที่มาจากจิตของเรา จนสามารถทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้

หนังเริ่มเล่าเรื่องโดยดึงเอาเหตุการณ์ที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ชื่อโอ๊ตปีนข้ามไปแอบดูห้องต้นแล้วตกลงมาในบ้านของอาเจ๊กที่อยู่ข้าง ๆ แล้วโดนอาเจ๊กยิงตกลงมาบนรถยนต์หน้าบ้าน ซึ่งขณะนั้นเป็นตอนที่ป่านกำลังจะฆ่าตัวตาย ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้เหตุผลว่าทำไม เสร็จแล้วหนังค่อยเล่าย้อนกลับไปต้นเรื่องใหม่อีกที

ซึ่งเป็นวิธีการเล่าเรื่องของหนังแบบหนึ่งที่ใช้วิธีดึงความสนใจคนดูตั้งแต่ต้นเรื่อง โดนเอาเหตุการณ์น่าสงสัยและตื่นเต้นบางตอนของหนัง ตัดมาเล่าตอนต้นเรื่องก่อน แล้วค่อยไปเล่าแบบเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่อีกที แล้วค่อยไปเฉลยรายละเอียดที่มาที่ไป

ล่าสุดที่เพิ่งดูมา Iris ก็เล่าเรื่องแบบนี้เหมือนกัน หรือยกตัวอย่างบางเรื่อง เช่น Mission Impossible 3 ก็เล่าเรื่องแบบนี้

ตรงนี้คนที่ไม่คุ้นเคยวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้อาจจะงงได้ ซึ่งถ้าได้ไปดูหนังอย่าง 21 grams หรือ Lost หรือ Memento ที่มีวิธีการเล่าเรื่องแบบไม่ตรงไปตรงมา อาจจะยิ่งงงมากกว่านี้

ต่อมาเรื่องก็เริ่มต้นเล่าตั้งแต่ นิดา แม่ค้าขายแผ่นหนังโป๊ มีลูกค้าขาประจำคือ โดม ที่เป็นครีเอทีฟรายการทีวี ได้แวะมาเที่ยวที่บ้านแล้วรู้เรื่องว่าลูกชายของนิดาหรือต้นนั้นไม่ได้ออกจากห้องมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี ก็เกิดสงสัย แล้วไปศึกษาเพิ่มเติม พบว่าอาการประเภทนี้ที่ญี่ปุ่นมีเยอะ เรียกว่า "ฮิคิโคโมริ" เลยได้เป็นไอเดียเสนอหัวหน้า แล้วหัวหน้าก็บอกว่า ให้เอาเด็กนั่นออกมาจากห้องให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน



โดมเลยมาเสนอนิดาให้เอาต้นไปออกรายการ แต่ต้องให้ต้นคุยกับเขาก่อน ตรงนี้เอง ภายในความรู้สึกของนิดานั้นอยากจะให้ต้นออกมาจากห้องนานแล้ว แต่ต้นไม่ยอม พอโดมมาเสนอ นิดาก็เลยเอาด้วย แต่ปรากฏว่าเรื่องเลวร้าย คือต้นไม่ยอกออกแล้วดันตัดนิ้วตัวเองส่งออกมาให้แทน แล้วบอกว่าอย่ามาเสือกเรื่องของเขา นิดาเลยโมโหโดม พัลวันกันไปมา เลยพลาดตกบันไดไป ตอนนั้นเองต้นก็ออกจากห้องมาฆ่าโดมตาย นิดาก็หมดสติไป

โดมถูกฆ่าตาย แล้วก็ถูกตัดออกจากเรื่องไปเลย ทำให้หนังหลังจากนั้นขาดตัวเดินเรื่องที่ช่วยสร้างสีสัน เพราะหนังหันไปเล่นกับตัวละครของป่านแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวละครป่านเหมาะเป็นองค์ประกอบเสริมความสงสัยของเรื่องมากกว่าจะเป็นตัวหลัก

ในคืนเดียวกันกับที่โดมตาย มีขโมยปีนเข้าบ้านอาแปะที่อยู่ข้างบ้านนิดา พอวันรุ่งขึ้นตำรวจก็มาสืบสวนที่บ้านอาแปะ หนังทำให้รู้ว่าบ้านแถวนั้นมีหลังคาฝ้าติดกัน ปีนข้ามกันได้ แล้วตกเย็นตำรวจก็มาสอบถามที่บ้านนิดา แล้วได้ถามว่าตอนนี้สามีของนิดาอยู่ไหน นิดาบอกว่าตายไปแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ป่านอยู่บ้านตรงข้าม ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ แม่เธอไม่ค่อยมีเวลาให้เธอเท่าไหร่ และเธอยังเห็นว่าแม่มีคนมาชอบพอและติดพัน เธอยังกลัวว่าจะต้องเรียกเขาว่าพ่อ

ป่านแอบเห็นห้องต้นที่ปิดหน้าต่างมืดทึบ มีเงาคนเดินไปมา ซึ่งหนังพยายามจะบอกว่ามีอะไรอยู่ในห้องจริง ๆ

หนังเปิดเผยให้เห็นว่านิดาไปเข้าร่วมกลุ่มสัมมนาที่ใช้ชื่อหัวข้อว่า"Who are you" ของสมาคมจีรัง ยั่งยืน และตอนหนึ่งในนั้นอาจารย์สุนีย์ เจ้าของสมาคมนี้ได้บรรยายถึงพลังแห่งความเชื่อ ว่าถ้าเราสามารถดึงเอามาใช้ได้ ถ้าเราอยากได้อะไร หายป่วย อายุยืนเป็นร้อยปี เราก็สามารถทำได้ทั้งนั้น
ตรงนี้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่หนังใส่ไว้เพื่อจะเฉลยเรื่องในตอนจบ

นอกจากนั้นอาจารย์สุนีย์ยังพูดว่าเราต้องคิดเชิงบวก หากเราคิดด้านลบเมื่อไหร่ พลังความชั่วร้ายจะมาสู่ตัวเรา

แล้วก็ยกตัวอย่างแคทเธอรีน เซ็น ที่เป็นกระเทยแปลงเพศ ที่ถูกสะกดจิตให้เป็นคิดว่าเป็นผู้หญิง ซึ่งนั่นทำให้เธอใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิงจริง ๆ เพราะเธอเชื่ออย่างนั้น มีประจำเดือน แต่งงานมีสามี แล้วก็มีลูก แม้จะไม่มีมดลูกจริง ๆ แต่พอเธอรู้ความจริง เธอก็รับไม่ได้ จนฆ่าตัวตาย หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ลูกเธอก็สลายกลายเป็นฝุ่น

จำเรื่องตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยพูดตอนท้ายอีกที

ต่อมานิดาเจอกับแม่ของป่าน และได้รู้ว่าป่านป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง รักษายังไงก็ไม่หาย เลยเอาใบปลิวเรื่องสมาคมจีรัง ยั่งยืนให้ และชวนให้ลองดู แม่ป่านไม่สนใจ แต่ป่านเหมือนจะสนใจ

ตรงนี้หนังทำให้เราเห็นสิ่งที่ขัดกันคือ แม่ป่านบอกว่ารักลูก พยายามทำทุกวิถีทางให้ลูกหายป่วย พาไปรักษาทุก ๆ ที่ที่มีความหวังว่าจะทำให้ลูกหาย แต่ตัวเธอก็กลับไม่มีเวลาให้ลูก ออกจากบ้านไปตอนเย็น ๆ โดยอ้างว่ามีนัดกับลูกค้า

ก่อนหน้านี้ก็มีฉากที่เธอคุยโทรศัพท์บนรถตอนที่จะพาป่านไปหาหมอฝังเข็ม ว่ามีคนโทรมาหาแล้วเธอบอกว่าวันนี้คงไปไม่ได้แล้ว เพราะจะพาลูกไปหาหมอ เอาไว้เจอกันวันหลัง ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นผู้ชายที่มาติดพันชอบพอกับเธอ ที่ตอนต้น ๆ เรื่องเราเห็นขับรถมาส่งที่บ้าน

ตรงนี้มีเหตุผลที่หนังจะเฉลยในตอนเกือบท้าย ๆ



ต่อมาหนังทำให้เห็นในเหตุการณ์แฟลชแบ็คว่านิดามีปัญหากับสามี แอบพบว่าสามีนอกใจ ส่วนสามีก็โมโหหาว่านิดาโรคจิตและทำร้ายนิดาแล้วก็กำลังจะไป โดยบอกว่าจะเอาต้นไปเลี้ยงเอง แต่นิดาไม่ยอม เอาปืนยกมาขู่ บอกว่าต้นต้องอยู่กับเธอ ตลอดเหตุการณ์นี้ต้นที่อยู่ในห้องก็แอบมองผ่านช่องไม้จากชั้นบน และได้ยินตลอดเวลา หนังตัดกลับมาให้เห็นว่านิดาร้องไห้เสียใจ

หนังทำให้เราสงสัยว่านิดาอาจจะยิงสามีตายในตอนนั้น

ที่กลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ เราเห็นว่าโอ๊ตหนึ่งในวินมอเตอรไซค์เป็นคนที่ปีนเข้าไปขโมยของในบ้านอาแปะมาจ่ายค่าพนันบอล และมีประเด็นที่เม้าท์กันเรื่องที่ต้นไม่ออกจากห้องมาหลายปีแล้ว หนึ่งในนั้นก็ถามโอ๊ตว่ารู้บ้างหรือเปล่า เหมือนประมาณว่าโอ๊ตเคยเป็นเพื่อนต้นมาก่อน โอ๊ตบอกว่ามีคนลือกันว่าต้นออกจากบ้านช่วงกลางคืน

แล้วเขาก็รับอาสาจะสืบเรื่องนี้ให้



มาที่ฝ่ายป่านซึ่งงอนแม่ที่แม่ไม่มีเวลาให้ เอาแต่ไปเที่ยวกับแฟนใหม่ แล้วเธอก็ไปค้นในลิ้นชักแม่แล้วเจอหนังสือเลิกจ้างงานโดยบังเอิญ ทำให้เธอรู้ว่าแม่ไม่มีงานทำมานานแล้ว

ทำให้เธอรู้ว่าที่จริงแล้วที่ผ่านมาแม่ไม่ได้มีเงินแต่ยอมไปมีอะไรกับผู้ชายอื่น ๆ เพื่อนำเงินมาให้เธอรักษาตัว ซึ่งอันนี้เป็นการตีความของผมเอง จากที่เห็นว่าแม่ป่านแสดงออกว่าเป็นห่วงและรักลูก แต่ก็โกหกป่านว่าจะออกไปคุยกับลูกค้าตอนหกโมงเย็น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้ทำงานแล้ว และการที่ต้องพาป่านไปรักษาที่นั่นที่นี่ก็มีค่าใช้จ่ายมาก ทำให้ผมเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วแม่ป่านได้เงินจากการยอมมีความสัมพันธ์กับเศรษฐีเพื่อนำเงินมารักษาป่าน

นั่นทำให้ป่านรับไม่ได้ เลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย

เหตุการณ์มาบรรจบกันกับตอนต้นเรื่อง ขณะที่ป่านจะฆ่าตัวตายก็เป็นตอนที่โอ๊ตปีนข้ามหลังคาบ้านเข้าไปสืบที่ห้องต้น แล้วถ่ายรูปติดลูกตาของต้นมา เขาตกใจจึงถอยหนี มาเจอกับศพของโดมที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าและพลาสติกซ่อนไว้บนเพดานฝ้า ที่ผมรู้ว่าเป็นศพโดม เพราะตรงคางมีเคราอยู่ด้วย

แล้วโอ๊ตก็ตกใจพลัดตกลงมาในบ้านอาแปะ ซึ่งในขณะนั้นอาแปะนั่งถือปืนคอยดักรออยู่ เนื่องจากไม่ไว้ใจว่าจะมีใครปีนเข้ามาขโมยของอีกหรือเปล่า เลยขึ้นมายิงโดนโอ๊ตตกลงมาบนรถหน้าบ้าน

เหตุการณ์สัมพันธ์กับตอนต้นเรื่อง

ส่วนป่านที่หนังทำให้เห็นว่าเธอรักแมวตั้งแต่เด็ก ๆ เห็นแมวเดินหลงทางเข้าไปในบ้านต้น จึงออกไปตามหาแมว เป็นเวลาเดียวกับที่นิดารู้สึกไม่สบายใจและกลับมาบ้าน

อยู่ ๆ สามีนิดาก็กลับมาบ้าน ทำให้รู้ว่าเขายังไม่ตายแล้วสามีก็บอกว่าต้นตายไปแล้ว เขาอยากให้นิดายอมรับความจริงว่าต้นไม่ได้อยู่ในห้อง แล้วหนังก็เผยให้เราเห็นในห้องว่าจริง ๆ แล้วมีอะไรอยู่จริง ๆ

เป็นซากศพรูปร่างคล้ายกอลลั่มแห่งลอร์ดออฟเดอะริง แต่ในสายตาของนิดาเธอเห็นเป็นรูปร่างต้น

หนังบอกเราว่า การที่นิดามีความเชื่ออย่างไม่สงสัยว่าต้นยังไม่ตาย ทำให้เธอสร้างต้นขึ้นมาด้วยความเชื่อของเธอ เหมือนที่แคเธอรีนเคยเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้หญิงทำให้เธอมีลูกได้จริง ๆ ความเชื่อที่ไม่สงสัย จากจิตของเรา ทำให้อะไรก็เกิดขึ้นได้


ต้องบอกว่า เราต้องแยกระหว่างพลังจิต กับความเชื่อนะครับ อันนี้ต่างกัน นิดาไม่ได้ใช้พลังจิตสร้างอะไรขึ้นมา แต่เธอใช้ความเชื่อ ที่เธอเชื่อจริง ๆ เชื่อจากจิตใต้สำนึก เหมือนที่เธอเชื่อว่ากระดาษเป็นมีด ต่างกันนิดหน่อยนะครับ จำไว้่ว่าเธอไม่ได้มีพลังจิต

แล้วเธอก็ฆ่าสามีตัวเองตาย แต่ตอนที่ต่อสู้กันเธอพลัดตกบันได้ลงไป ส่วนป่านที่แอบหลบอยู่ในห้อง ก็ออกมาเห็นกอลลั่ม จึงตกใจ หนีเข้าห้องแล้วปีนขึ้นฝ้าเพดานไป อันนี้ไม่น่าเชื่อที่ผู้หญิงจะปีนขึ้นฝ้าเพดานได้ด้วยตัวเอง

กอลลั่มไล่ฆ่าเธอโดยเอาไม้แหลมไล่แทงฝ้าให้พังลงมา แล้วป่านก็พลัดตกลงมา โดยฝ้าเพดานหล่นลงมาเสียบอกของนิดาด้วย แล้วหนังก็ทำให้เห็นว่ากอลลั่มพยายามแทงป่าน ก่อนที่จะสลายกลายเป็นผงไป แล้วนิดาก็หลับตาลง เหมือนว่าจะตาย

หนังตัดมาให้เห็นตอนท้ายที่สมาคมฯ แม่ของป่านมาร่วมและกำลังดูใครซักคนที่ทรงผมรูปร่างคล้ายป่านถูกผูกตา และสาธิตวิธีใช้ความเชื่อตตัดดินสอด้วยกระดาษ เหมือนกับที่นิดาเคยมาเข้าร่วมดูตอนต้นเรื่อง แต่พอแกะผ้าผูกตาออก ปรากฏว่าไม่ใช่ป่าน

ตรงนี้หนังตั้งใจหลอกเรา คือสรุปว่าป่านตายไปแล้ว ตอนท้าย เราจึงเห็นว่าแม่ป่านเข้าร่วมสมาคมนี้เต็มตัว และมีความเชื่อเหมือนกับนิดา เธอสร้างป่านขึ้นมาและอยู่แต่ในห้องเหมือนต้น

ส่วนนิดาหลังจากฆ่าสามีตัวเองตายก็เข้าโรงพยาบาลบ้า แล้วก็มีตอนที่เธอเห็นว่ามีกระดาษลอดผ่านช่องประตูเข้ามาเขียนว่า ต้นรักแม่

ผมวิเคราะห์ว่านิดามีทั้งภาวะทางจิต และมีทั้งพลังแห่งความเชื่อ เธอยอมรับไม่ได้ว่าต้นตายไปแล้วตั้งแต่เหตุการณ์ทะเลาะกันกับสามีคราวนั้น เธอจึงจินตนาการว่าต้นยังอยู่ในห้องอยู่ แต่จากการที่เธอมีความเชื่ออย่างไม่สงสัย จากจิตของเธอ ทำให้มีต้นขึ้นมาจริง ๆ เพียงแต่ในสายตาของเธอ เธอเห็นเป็นต้นตลอด เพราะเธอมีภาวะปัญหาทางจิต แต่ในความจริงแล้ว ต้นเป็นแค่ร่างผีดิบเท่านั้น

คนที่ได้เห็นร่างผีดิบต้นมีสามคน คือ โดม พ่อต้น และก็ป่าน ทุกคนเห็นเหมือนกัน

ส่วนตอนท้ายผมวิเคราะห์เอาว่านิดาจินตนาการเอาเองว่ามีกระดาษที่เขียนว่า ต้นรักแม่ สอดเข้ามาใต้ช่องประตูมากกว่าจะคิดว่าเธอใช้ความเชื่อสร้างมันขึ้นมา

อย่างที่บอกแล้วว่ามีตอนที่ไม่น่าเชื่อถือที่หนังละเลยไป คือหลังจากโดมตายนั้น ไม่มีใครสนใจตามหาความจริง เหมือนจะถูกตัดทิ้งไปเลย ยากที่จะเชื่อได้ว่าคนหายไปทั้งคนจะไม่มีใครตามหาเลยเหรอ ถ้าให้โปรดิวเซอร์คนนั้นมาตามหา ตามสืบอาจจะดูสมจริง และทำให้หนังมีรสชาติมากขึ้นก็ได้

เรื่องของพลังแห่งความเชื่อนั้น มีสองแบบคือ แบบที่ใช้ความเชื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ กับแบบที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ คือสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีได้ แบบหลังนี้เรียกว่า miracle creature

อย่างถ้ารักษาโรคให้หาย เป็นเรื่องภายใน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใหม่ แต่ถ้าคนแขนขาดแล้วแขนงอกออกมาอันนี้เป็น miracle creature

แต่ประเด็นคือหนังทำให้เราทำใจให้เชื่อได้ยากว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จริง ๆ ทำให้พอหนังจบ เรารู้สึกเหวอไปเลย ว่าเล่นมุกนี้เลยเหรอ

นั่นแหละเหมือนที่เกริ่นไว้ คือผู้สร้างพยายามจะฉีกให้ตอนจบไม่ซ้ำกับเรื่องอื่นมากเกินไป เกินจะรับได้

ทำให้ผลตอบรับของหนังเรื่องนี้กับตอนจบของเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกว่าจบได้ "เลวร้าย"

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ที่ดูหนังเ้รื่องนี้แล้วสงสัยคือ

1. ตกลงเรื่องราวในหนังจริงหรือเปล่า หรือนิดาคิดขึ้นเอง เพราะเป็นโรคประสาท

- อันนี้ผมว่าถ้าเคลียร์ตรงนี้ได้ก่อน จะทำให้เคลียร์ประเด็นในหนังได้ตรงกันหมด สำหรับผมแล้วผมคิดว่าหนังไม่ได้เล่าเรื่องสลับซับซ้อน ยอกย้อนขนาดนั้น หลังจากต้นตาย นิดาไม่ได้เป็นบ้า แต่อาจจะมีอาการทางจิต คือไม่ยอมรับความจริง และเมื่อเธอไปเข้าร่วมสมาคม นั่นทำให้เธอยิ่งพัฒนาความเชื่อผนวกกับอาการทางจิตของเธอเอง ทำให้เธอทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ขึ้นมาได้

2. ทำไมนิดา ยิงลูกตายแล้วไม่ติดคุก

- นั่นน่าจะเพราะเป็นอุบัติเหตุ

3. นิดาซ่อนศพลูกไว้ในบนเพดานใช่มั้ย ส่วนในห้องไม่มีอะไร

- ศพบนเพดานที่โอ๊ต มอเตอร์ไซค์รับจ้างเห็นและที่ป่านเห็นตอนท้ายเป็นศพของโดมแน่นอน ลงสต็อปตอนที่โอ๊ตเห็นศพดูก็ได้ จะเห็นเคราบนหน้าศพที่อ้าปากค้างอยู่ ส่วนในห้องก็มีร่างที่นิดาสร้างขึ้นมาจากความเชื่อของเธอเอง ป่านเลยเห็นเงาคนเดินไปมา

4. นิดาเอาศพลูกไว้ในห้องใช่มั้ย แล้วจึงทำให้มีชีวิตขึ้นมาด้วยพลังความเชื่อของเธอ

- ไม่น่าจะใช่นะครับ เรื่องตอนที่ต้นตายนั้นน่าจะเป็นไปตามครรลองของมัน คือเป็นอุบัติเหตุ คงมีการตรวจสอบของตำรวจแล้ว เอาศพไปทำพิธีเรียบร้อย เพราะพ่อต้นไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วยเลย เขายังคิดว่านิดาบ้าที่ยังเชื่อว่าต้นยังอยู่ในห้องอยู่ เขาเลยพยายามจะพิสูจน์ว่านิดาบ้า แต่พอเปิดมาเจอซอมบี้ต้นเข้า เขาจึงตกใจ ส่วนนิดาก็หลอกตัวเองว่าต้นยังไม่ตาย อันสืบเนื่องจากอาการทางจิตของเธอ

5. ที่เห็นในห้องคือผีต้นใช่มั้ย

- อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่ครับ เพราะหนังปูเรื่องมาแล้วตอนที่เล่าเรื่องแคเธอรีน น่าจะเป็นร่างที่ถูกสร้างขึ้นเพราะพลังแห่งความเชื่อ ทำให้เป็นจริงขึ้นมา

6. ตกลงตาลตายเหรอ หรือตาลเป็นผู้ชาย เพราะเห็นตอนท้ายหน้าเหมือนผู้ชาย

- ตาลน่าจะตาย แต่หนังหลอกเรา ตอนที่กอลลั่มแทงไม้เข้าไปที่ตัวตาล หนังไม่ได้เปิดเผยภาพให้เห็น แล้วตัวกอลลั่มก็สลายไป ตอนหลังพอเราเห็นคนที่แม่ตาลนั่งดูอยู่เปิดหน้ามาเหมือนกระเทย (จริง ๆ ผมดูแล้วไม่ใช่กระเทย แต่เป็นผู้หญิงคนอื่นมากกว่านะ) อันนั้นหนังก็หลอกเรา ว่าอ้าวไม่ใช่ตาลนี่นา นั่นเพราะตาลตายไปแล้ว

7. แล้วนิดาตายหรือเปล่า ในเมื่อกอลลั่มสลายไปแล้ว แล้วทำไมนิดายังไปโผล่ในโรงพยาบาลบ้าได้อีก

- ผมเชื่อว่านิดาไม่ได้ตาย และตรงนี้หนังน่าจะทำมาไม่เคลียร์เอง เพราะหนังติดกับดักเรื่องราวของตัวเอง การที่เราได้ฟังว่าหลังจากแคทเธอรีนตายไป 2 ชั่วโมง ลูกของเธอก็สลายกลายเป็นฝุ่นไป ทำให้เรารับเอารูปแบบนั้นมา ว่าร่างผีดิบต้นสลายไปนั้น เพราะนิดาตายนั่นเอง แต่อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ เพราะสิ่งที่หนังเล่ามานั้น ไม่ได้เป็นการกำหนดกฏเกณฑ์แต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกินธรรมชาติ มีตัวแปรที่เราไม่รู้อีกเยอะ มันอาจจะเกิดจากจิตใจที่อ่อนแอลง เพราะเธอบาดเจ็บหนักก็ได้ หรืออาจจะเิกิดจากการที่เธอคิดชั่ว อยากกำจัดสามีตัวเอง อยากกำจัดป่าน ความคิดแง่บวกก็หายไป ทำให้พลังความชั่วร้ายเข้าหาเธอ (อ้างอิงจากที่อ.สุนีย์พูดตอนก่อนเล่าเรื่องแคทเธอรีน) ทำให้ร่างกอลลั่มต้นสลาย และทำให้เธอเป็นบ้าเต็มตัว

8. ตอนท้ายที่แม่ป่านยื่นหนังสือการ์ตูนสอดเข้าใต้ประตู ใครอยู่ในห้อง คิดไปเองหรือเปล่า

- หนังเหมือนจะทำให้เราตีความว่าแม่ป่านเจริญรอยตามนิดาแหละครับ และที่อยู่ในห้องน่าจะเหมือนกับกอลลั่มต้น แต่เป็นเพศหญิง (น่าเสียดายน่าจะมาจับคู่กันไปเลย)

9. ตอนท้ายเรื่องที่นิดาเห็นกระดาษสอดเข้ามาว่า "ต้นรักแม่" หมายความว่ายังไง

- อันนี้แหละคือส่วนที่ไม่เคลียร์ที่สุดของเรื่องนี้ และทำให้เราต้องตีความเอง ผมตีความว่า นิดาบ้าไปแล้วแบบเต็มขั้น ก่อนนี้เธอแค่มีอาการทางจิต แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผมเลยคิดว่าเธอคิดไปเองครับ บางคนอาจจะคิดว่าเธอใช้พลังจิตทำให้กระดาษเลื่อนเข้ามาในห้องเพื่อหลอกตัวเอง แต่ผมเห็นต่างกัน ตรงที่ว่าจริง ๆ นิดาไม่ใช่คนที่มีพลังจิตแก่กล้านะครับ ไม่ใช่ว่าเธออยากจะทำอะไรก็ทำได้ เธอแค่ทำสิ่งอัศจรรย์ขึ้นมาได้ เพราะเธอเชื่อในเรื่องนั้นจริง ๆ ดังนั้นพอเธอเป็นบ้า ผมก็เลยไม่คิดว่ามีเหตุผลอะไรจะเชื่อว่าเธอใช้พลังจิตทำให้กระดาษเลื่อนเข้ามา เพราะเธอไม่ได้มีพลังจิตครับ

สุดท้ายคำว่าฮิคิโคโมริก็แทบไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องเลย นอกจากจะนำมาเป็นทำเป็นประเด็นของคนที่อยู่แต่ในห้อง ไม่ออกมาข้างนอกเท่านั้น และสร้างความสงสัยว่าใครกันแน่ที่อยู่ในห้อง

แต่เมื่อเราได้รู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่ในห้อง ก็อาจจะทำให้หลายคนคิดว่า ไม่รู้อาจจะดีกว่า

ผมให้คะแนนเรื่องนี้ซัก 6.5/10 แล้วกัน

6 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ7 มิถุนายน 2553 21:56

    ถ้าอธิบายเรื่อง Who are you ตามที่อธิบายโดยละเอียด ข้อ 2 กับข้อที่ 4 เป็นไปไม่ได้ครับ ที่ว่าสินใจไม่ติดคุกเพราะไม่ได้เจตนา..เพราะถ้าเรื่องนี้เป็นคดี ถึงโรง ถึงศาลขึ้นมาจริง ๆ ข่าวการตายของลูกชาย คงต้องแพร่สะพัดไปทั้งหมู่บ้าน..ทำไมพวกมอร์ไซค์รับจ้างถึงยังไม่รู้เรื่อง

    ตอบลบ
  2. อ่านความเห็นคุณ #1 แล้ว เออ ผมก็เห็นด้วยเหมือนกันนะครับ
    ว่าถ้าต้นตายจริง คนแถวบ้านก็น่าจะรู้ หรือว่าจะเป็นว่า่ทั้งนิดาและสามีปิดบังไว้ แล้วศพต้นก็ถูกทิ้งให้ตายซากอยู่ในห้อง แล้วพลังความเชื่อของนิดาก็ทำให้ศพต้นมีชีวิตขึ้นมาแบบคล้ายผีดิบ

    แต่ก็รู้สึกไม่ make sense กับอาการของสามีนิดาตอนที่บุกมาที่บ้านเหมือนกัน เหมือนเขาต้องการทำให้นิดา ยอมรับความจริงให้ได้ว่าลูกได้ตายไปแล้ว ไม่มีอาการอะไรที่ส่อให้เห็นว่าเขาสมรู้ร่วมคิดปิดบังร่วมกับนิดา

    สรุปได้ว่าเป็นข้อบกพร่องหนึ่งของหนัง ที่เขียนบทมาไม่เคลียร์ ดูแล้วรู้สึกลักลั่นย้อนแย้ง

    ขอบคุณที่มาแสดงความคิดเห็นนะครับ

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ13 มิถุนายน 2553 13:37

    ดูหนังจบไปเมื่่อวาน งงๆ กับตอนจบ จนต้องไปนอนคิดทั้งคืน

    พอมาอ่านถึงได้เข้าใจ เจตนาของคนเขียนบท ... แต่ก็ยังรับไม่ได้กับตอนจบอยู่ดีคะ

    ตอบลบ
  4. ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้นแหละครับ ผมก็ประมาณนั้น

    ตอบลบ
  5. คิดเหมือนกันว่า ศพต้นน่าจะถูกทิ้งให้ตายซากอยู่ในห้อง แล้วพลังความเชื่อของนิดาก็ทำให้ศพต้นมีชีวิตขึ้นมาแบบคล้ายผีดิบ

    ตำรวจและคนละแวกนั้นถึงไม่รู้เรื่องการตายของต้น

    ตอบลบ
  6. ไม่ระบุชื่อ25 ธันวาคม 2554 11:05

    ไม่น่าดูเลย งง ไม่รู้เรื่อง ดูหลายรอบก็ไม่รู้เรื่อง ไม่สอดคล้องกัน สรุปมันเป็นหนังผีหรือหนังเกี่ยวกับโรคจิต

    ตอบลบ